ข่าวสารและกิจกรรม ข่าวสารและกิจกรรมอีซูซุ

“ดอกไม้เหล็ก” สวนยานยนต์ “ปนัดดา เจณณวาสิน” ผู้หญิงแถวหน้า “วงการรถ”

เมืองไทยเรามีผู้หญิงเก่งไม่น้อย และหนึ่งในนั้นต้องมี ปนัดดา เจณณวาสิน” รวมอยู่ด้วย…ด้วยความที่เธอยืนยงอยู่คู่กับ วงการยานยนต์” มายาวนาน จนแทบจะเป็น อีกหนึ่งโลโก้ของค่ายอีซูซุ” ไปแล้ว ทั้งนี้ เส้นทางชีวิตของผู้บริหารค่ายรถคนนี้มีจุดพลิกผันในชีวิตไม่น้อย และก็มีแง่มุมที่น่าสนใจ… ซึ่งวันนี้ทีม “วิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับผู้หญิงเก่งคนนี้กัน…

เป็นลูกทหารเรือ เลยถูกฝึกให้มีวินัย ให้รู้จักรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก”…เสียง พี่หมู-ปนัดดา” ที่สื่อสายยานยนต์ และเศรษฐกิจคุ้นเคยกันดี เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟัง ก่อนเล่าอีกว่า คุณพ่อเป็นทหารเรือ คุณแม่เป็นแม่บ้าน มีพี่น้องรวม 4 คน โดยเธอเป็นลูกคนโต มีน้องสาว 2 คน น้องชาย 1 คน หลังจบชั้นม.ปลาย ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งตอนแรกไม่ได้คิดเรียนด้านนี้ แต่คุณพ่อให้เหตุผลที่ไม่สามารถปฏิเสธได้… ตอนแรกตั้งใจจะเรียนเอกภาษาอังกฤษ เพราะชอบภาษา แต่พอคุณพ่อรู้จึงเรียกไปคุย คุณพ่อไม่เคยบังคับ ไม่เคยตี แต่จะใช้การดุด้วยเหตุผลมากกว่า ตอนที่คุณพ่อทราบเรื่องนี้ ท่านไม่เห็นด้วย โดยท่านอธิบายว่าภาษาอังกฤษเป็นความรู้พิเศษ ถ้าจบเอกอังกฤษแล้วพูดเก่งก็จะไม่มีใครชื่นชม แต่ถ้าเรียนสาขาอื่นแล้วพูดอังกฤษได้ ทุกคนจะชมมากกว่า จึงอยากให้เรียนบัญชี เพราะมองว่าสำคัญกับการทำธุรกิจ แต่เราไม่ชอบ เพราะยาก แถมน่าเบื่อ มีแต่ตัวเลข แต่คุณพ่อก็ได้เน้นย้ำว่า แล้ววันหนึ่งเราก็จะเข้าใจ ซึ่งตอนมาทำงานถึงได้รู้ ยิ่งตอนมาทำงานเป็นผู้บริหาร วิชาบัญชีสำคัญมาก เพราะต้องใช้เพื่ออ่าน เพื่อดูงบทั้งหมด” …เธอเล่าย้อนถึงเรื่องนี้ให้ฟัง

ทว่า… จาก อาชีพนักบัญชี” ไฉนชีวิตกระโดดมา ทำงานในค่ายรถ” ได้? เธอยิ้ม ก่อนจะบอกว่า เรื่องมันยาว ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ช่วงเรียนที่ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นเรียนวิชาการตลาด และอาจารย์มอบหมายให้ทำรายงานที่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุฯ แห่งนี้ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ซึ่งให้ข้อมูลอธิบายดีมาก จนรู้สึกประทับใจ จึงตั้งไว้ในใจว่า ถ้าเรียนจบจะมาทำงานกับบริษัทนี้ อยู่มาวันหนึ่งก็มีประกาศจากบริษัทนี้ติดที่มหาวิทยาลัย ระบุว่าต้องการรับสมัครงาน แต่มีคุณสมบัติหนึ่งที่ขัดใจเธอมาก คือบริษัทจะรับแต่ผู้ชาย อายุไม่เกิน 25 ปี เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.5 เข้าทำงานในบริษัท จึงตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ไปยังอีซูซุ เพื่อขอเหตุผลจากผู้บริหารว่า…“ทำไมไม่รับผู้หญิงเข้าทำงาน???”

จริงๆไม่ได้อยากทำงานกับเขาขนาดนั้น แค่โมโห ทำไมต้องแบ่งแยกด้วย จึงโทรฯไปบริษัทจนได้คุยกับผู้จัดการที่เป็นญี่ปุ่น แจกแจงให้เขาฟังว่า เราเคยมาทำงานที่บริษัท ประทับใจบริษัทคุณมาก แต่วันนี้ผิดหวังที่คุณเลือกแต่ผู้ชาย ทำไมเป็นแบบนี้ทั้งที่เราได้คะแนนดีกว่าที่กำหนดไว้เสียอีก ถ้าให้โอกาสฉันคุณจะไม่ผิดหวังเลย (หัวเราะ) พอกลับมาคิดเรื่องนี้ทีไร ยังตกใจไม่หาย ฉันทำได้ไง กล้าเหลือเกินนะเรา”…ปนัดดาเล่าอย่างอารมณ์ดีก่อนจะบอกว่า ตอนหลังถึงรู้ว่าทำไมบางตำแหน่งต้องรับผู้ชาย เพราะงานบางอย่างถ้าให้ผู้ชายทำจะเหมาะสมมากกว่า สรุปวันนั้นบริษัทเรียกเข้าไปสอบข้อเขียนเป็นกรณีพิเศษ แม้การรับสมัครจะปิดไปแล้ว โดยหลังสอบผ่านข้อเขียน บริษัทจึงเรียกเข้าไปสอบสัมภาษณ์ หลังสัมภาษณ์เสร็จ ทางบริษัทบอกให้เลือกว่าจะทำงานฝ่ายไหน มีฝ่ายขายและบัญชี ด้วยความที่เรียนบัญชีมา จึงเลือกฝ่ายบัญชี สรุปก็ได้เข้าทำงานที่อีซูซุสมใจ แต่พอได้เข้ามาทำแล้ว ยอมรับว่าแตกต่างจากที่คิด ซึ่งหลังทำงานเป็นพนักงานบัญชีอยู่ระยะหนึ่ง รู้สึกว่ายังไม่ใช่งานที่ใช่ จึงคิดเบนเข็มชีวิตอีกครั้ง…

กลายเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของชีวิต

เธอเล่าว่า ตอนนั้นรู้สึกอึดอัด เพราะเวลาคุยกับหัวหน้าคือ มร.โคอิเกะ ซึ่งเป็นคนที่มาจากบริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น บริษัทร่วมทุนของตรีเพชรอีซูซุ ก็จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ แต่เวลาที่ผู้บริหารญี่ปุ่นเขาเจอกัน ก็มักจะคุยกันแต่ภาษาญี่ปุ่น จึงอยากรู้ว่า ผู้ใหญ่คุยอะไรกัน จึงเกิดความคิดอยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่นขึ้น จนตัดสินใจสอบชิงทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่น ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจไว้ว่า จะไปทำงานยูเอ็น 2 ปี เพื่อสอบชิงทุนฟูลไบรท์ไปเรียนปริญญาโทต่อ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในที่สุดเธอก็สอบได้ทุนของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ไปเรียนต่อด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิ (Hitotsubashi University)

ทั้งนี้ ทุนนี้ก็มีเรื่องราวน่าสนใจ โดยเธอบอกว่า ทุนนี้เป็นทุนรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมคนที่สอบชิงทุน ถ้าไม่เป็นข้าราชการ ก็จะเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยยังไม่มีคนจากภาคเอกชนมาสอบเลย ดังนั้น พอเธอสอบข้อเขียนผ่าน ถึงเวลาสอบสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจึงตั้งคำถามกับเธอว่า ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นต้องให้ทุนนี้กับเธอซึ่งเป็นคนจากภาคเอกชน เธอจึงถามกลับว่า เธอรู้จักมิตซูบิชิ รู้จักเนชั่นแนล รู้จักกล้องนิคอน รู้จักโซนี่ แต่ทำไมเธอไม่รู้จักกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นเลย นั่นเพราะภาคเอกชนญี่ปุ่นทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แล้วเหตุใดทุนนี้จึงเปิดให้เฉพาะข้าราชการหรืออาจารย์ ทำไมไม่ใจกว้างให้คนจากภาคเอกชนได้รับโอกาสนี้บ้างล่ะ ซึ่งก็ได้ผล เพราะทำให้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นถึงกับอึ้ง

วันนั้น เราใส่เหตุผลละเอียดยิบเลย (หัวเราะ) บอกเขาว่า ดูสิคุณจะได้อะไรจากฉัน ถ้าคุณให้เรา ข้อแรก ฉันกลับมา ฉันอาจเป็นข้าราชการหรืออาจารย์ก็ได้ ตรงตามจุดประสงค์คุณอยู่ดี ข้อสอง ฉันอาจทำงานที่บริษัทเดิมก็ได้ ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุน ไทย-ญี่ปุ่น ก็ประโยชน์ของคุณอยู่ดี สุดท้าย ฉันอาจจะไม่ทำงานกับบริษัทเดิม แต่อาจทำธุรกิจส่วนตัว แน่นอนว่า ฉันเรียนที่ญี่ปุ่น รู้ภาษาญี่ปุ่น แล้วจะเลือกทำธุรกิจกับประเทศอื่นทำไม ถ้าไม่ใช่กับธุรกิจญี่ปุ่น มองมุมไหน คุณมีแต่ได้กับได้ แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้ทุนนี้กับฉัน”…เธอเล่าด้วยเสียงจริงจัง ก่อนจะยิ้มออกมา

พร้อมเล่าต่อไปว่า สรุปครั้งนั้นก็สอบผ่านได้ทุนไปเรียนสมใจ แต่ก็มีปัญหา เพราะตอนที่เดินไปบอกหัวหน้าขอลาออก หัวหน้าก็ถามว่า จะลาออกทำไม เธอจึงตอบว่า เพราะเรียนจบกลับมาก็จะไม่ทำงานที่บริษัทนี้แล้ว เพราะรู้สึกว่างานบัญชีไม่เหมาะกับตัวเอง หัวหน้าจึงบอกว่า ถ้าให้ลางาน ไม่ต้องลาออก จะรับข้อเสนอไหม ให้เรียนจบก่อนแล้วค่อยมาตัดสินใจอีกที พอเธอได้ยินอย่างนี้จึงถามว่า… “ทำได้หรือ??” หัวหน้าก็ยืนยันว่า…ได้ แถมจะจ่ายเงินเดือนให้ระหว่างที่ลาไปเรียนต่ออีก ซึ่งเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมาก แต่พอกลับมาคิดอีกที เธอบอกว่า กลัวจะถูกจับเซ็นสัญญา จึงตัดสินใจว่า หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมเซ็นสัญญาแน่ๆ แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ทำให้เปลี่ยนใจ จนทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันมากขึ้นกับบริษัทแห่งนี้

วันนั้น หัวหน้า (มร.โคอิเกะ) พาเราไปพบท่านประธาน ท่านบอกว่าไม่ต้องลาออกหรอก ให้เรียนตามต้องการได้เลย แถมแนะนำว่า ควรไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิ เพราะเป็นอันดับหนึ่งในด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ คนญี่ปุ่นยังสอบเข้ายากเลย แต่ทีนี้ ท่านก็ถามเราว่า ปนัดดาจะไม่เซ็นสัญญาใช่ไหม ก็เรียนท่านไปว่าดิฉันขอไม่เซ็นได้ไหม ท่านก็ยิ้มและตอบว่า ได้ พร้อมกับพูดว่าคนไทยเป็นคนกตัญญูรู้คุณถือเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยเลยก็ได้ ดังนั้นท่านเชื่อมั่นว่าเราจะรักษาคำพูด พอเจอแบบนี้เราไปไม่เป็นเลย ได้แต่ตอบว่า ฉันจะรักษาคำพูดแน่นอนค่ะ ซึ่งหลังเรียนจบ ก็กลับมาทำงานที่บริษัทตามที่เคยได้ลั่นวาจาไว้ อาจเพราะเราเป็นลูกทหาร (หัวเราะ) ก็เลยต้องรักษาสัญญา รักษาคำพูดตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด”

เธอเล่าอีกว่า ช่วงเรียนอยู่ญี่ปุ่นก็มีโอกาสได้หาประสบการณ์แปลกใหม่ให้ชีวิต ตอนเรียนก็ได้ทำงานพิเศษไปด้วย โดยรับงานเป็นผู้ประกาศวิทยุให้สถานีวิทยุเรดิโอเจแปนของสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น โดยทำหน้าที่นี้นานถึง 4 ปี พอเรียนจบก็ได้ไปฝึกงานด้านการตลาด โดยทุนกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น อีก 1 ปี โดยไปฝึกงานที่บริษัท อีซูซุ และบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ที่ญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็ได้ไปฝึกงานที่บริษัท ได-อิจิ คิคากุ ซึ่งเป็นเอเยนซี่ยักษ์ใหญ่อีกด้วย และหลังกลับมาประเทศไทย พอกลับมาเริ่มงานที่อีซูซุได้ระยะหนึ่ง ก็ถูกเชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ตามสถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่างๆ เป็นประจำ รวมถึงรับเชิญเขียนบทความให้กับสื่อต่างๆอยู่เสมอ และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เธอเข้าใจรูปแบบการทำงานของสื่อเป็นอย่างดี

เพราะเก่งรอบด้านแบบนี้ จึงไม่แปลกที่จะได้รับรางวัลอื้อซ่า อาทิ… รางวัลนักบริหารดีเด่น ปี 2548 สาขาธุรกิจยานยนต์ และรางวัลศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพประจำปี 2550 กับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นประจำปี 2551 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงรางวัลบุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจยานยนต์ประจำปี 2553 จากทางมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย…นี่จึงยิ่งทำให้คนในวงการยกย่องให้เธอเป็น ดอกไม้เหล็ก”

กับฉายานี้ เธอยิ้ม ก่อนถ่อมตัวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่สังคมมอบฉายานี้ให้ ที่ทำให้ถูกมองเช่นนี้ อาจเพราะเธอคงเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครทำได้ แต่เธอก็ออกตัวว่า ความสำเร็จในวันนี้ของเธอจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากไม่มีทีมผู้บริหารกับทีมงานที่เก่งและดี ซึ่งเธอเพียงคนเดียวไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ตามธรรมดาการทำงานย่อมมีปัญหา ยิ่งเธอเป็นผู้บริหารหญิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้ชาย กับ แรงเสียดทาน-แรงกดดัน” จะมากมายแค่ไหน??? หมู-ปนัดดา เธอกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นธรรมดาที่คนทำงานทุกคนจะต้องพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้เกิดการยอมรับ แค่เธออาจจะโชคดี ที่องค์กรแห่งนี้ไม่มีใครคิดเรื่องแบ่งแยกเพศ ที่สำคัญ โชคดีที่มีทีมงานที่ดีและเก่งมาก เพราะสำหรับเธอแล้ว เชื่อมั่นในเรื่องทีมเวิร์กมาก จึงทำให้ไม่เคยรู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยในการทำงานเลย

พร้อมกันนี้ เธอเน้นย้ำว่า ที่จริงต้องขอบคุณทุกๆปัญหาที่เข้ามา เพราะอุปสรรคคือบทเรียนสำคัญสำหรับการก้าวต่อไป ทั้งขององค์กร และทีมงานทุกๆคนที่นี่ รวมถึงตัวเราเองด้วย เรายังจำที่ท่านประธานเคยสอนได้ดีเลยว่า ให้ฝึกฝนงานน้องๆ เพราะท่านบอกว่าเราจะไม่มีทางเป็นใหญ่ได้เลย ถ้าเราไม่เอางานของคนใหญ่ให้คนเล็กทำ เราจึงไม่หวงงานเลย และคิดเสมอว่า ถ้าคนเล็กทำงานไม่ดี ในฐานะผู้บริหาร ตัวเราเองก็ต้องพิจารณาด้วย”

ในวันที่ทีม “วิถีชีวิต” ได้พบปะพูดคุยกับเธอคนนี้ เธอยังบอก เคล็ดลับ” ที่จะทำให้ผู้หญิงได้รับการยอมรับในการทำงานว่า หากผู้หญิงต้องการทำให้เกิดการยอมรับในระดับเดียวกับผู้ชาย เมื่อต้องเจอกับงานที่ยาก โจทย์ที่หิน จะต้องไม่เอาความเป็นผู้หญิงมาเป็นข้ออ้างเด็ดขาด!!!”…เป็นอีกแง่มุมน่าสนใจ ก่อนจะจบบทสัมภาษณ์ผู้บริหารหญิงเก่งของอีซูซุในวันนั้น

เด็ดขาด-ชัดเจน สมเป็น “ดอกไม้เหล็ก”
สมกับเป็น “
ปนัดดา เจณณวาสิน”

……………………………………………………………………………

มีแต่ลูกที่ทำให้อ่อนไหว!

ชีวิตครอบครัว สามีชื่อ คมสัน เจณณวาสิน ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว มีลูกสาว 2 คน คนโตชื่อ น้องแอ๋ม-ปรีชญา คนเล็กชื่อ น้องอุ๋ม-ปภาวี โดยเธอบอกว่า อยู่นอกบ้านเป็นหญิงเหล็ก แต่เข้าบ้านแล้ว สิ่งที่ทำให้ดอกไม้เหล็กอ่อนไหวก็คือครอบครัวและลูกๆ ทั้งนี้ ด้วยภารกิจการงานที่มากมายทำให้ หมู-ปนัดดา คนนี้อดครุ่นคิดไม่ได้ว่า ยังทำหน้าที่คุณแม่ให้กับลูกๆได้ไม่สมบูรณ์ เพราะมีเวลาอยู่กับลูกแต่ละวันได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง โดยมี กระดานไวท์บอร์ด” เป็น ตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของแม่-ลูก” ซึ่งกับเรื่องนี้ เธอเล่าให้ฟังว่า ด้วยต้องทำงานและเดินทางตลอด ตอนลูกสาวยังเด็กจึงสอนให้ลูกเขียนโน๊ตบนกระดานนี้ เพื่อบอกถึงสิ่งที่ต้องการให้แม่ทำ เมื่อกลับมาก็จะนั่งเขียนคำตอบ และทำสิ่งที่ลูกๆได้เขียนบอกไว้ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนก็จะต้องทำ

มีความฝันนะ แต่ฝันไม่เป็นจริง นั่นคือการเป็นแม่ที่ดีของลูก เราอยากมีเวลาให้ลูกมากกว่านี้ เราจะชอบนั่งคิดถึงตอนลูกๆยังเล็กๆ เราจำได้ว่าตอนลูกเรียนอยู่ ม.ต้น จะชอบเล่นกับลูกๆ โดยเรียกลูกๆว่า… หนูน้อยกระโปรงแดงของแม่ หายไปไหนหนอ แม่คิดถึงจังเลย ลูกๆก็จะตอบว่า หนูอยู่นี่ไง วันนี้ หนูน้อยกระโปรงแดงหายไปจากกาลเวลาของแม่แล้ว แต่เรายังติดอยู่กับความทรงจำนั้นอยู่”…เธอบอกเล่า

พร้อมบอกเราว่า รู้สึกโชคดีที่ลูกๆเกิดเป็นลูกเธอ เพราะลูกๆต่างมีวินัยและรับผิดชอบตัวเองได้ดีมาก อย่างคนโต หลังเรียนจบปริญญาตรีบัญชีจากจุฬาฯ ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ก็ยังไปเรียนจบปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ โดยทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นอีก ส่วนคนเล็กนั้น ตอนนี้เรียนจบหมอจากศิริราชพยาบาลแล้ว และก็ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เช่นกัน ซึ่งสำหรับเธอแล้วนั้น กับเรื่องของ ลูกๆ” เธอย้ำว่า… คือทั้งหมดของชีวิต” ของเธอ…